หลังจากที่จขบ.ได้ไปลงสมัครงาน Amari Midnight Run ตั้งแต่ 3 เดือนที่แล้ว
 
ในที่สุดก็ได้ฤกษ์(ไม่ค่อย)งามยามดี ได้วิ่งกับเค้าซักที
 
ที่เคยบอกว่างานนี้เป็นงานที่จขบ.ฝันเอาไว้มาก
 
อยากได้ถ้วยมาประดับ Timeline การวิ่งของตัวเองซักครั้ง
 
ด้วยการวางแผนอย่างดี ซ้อมสม่ำเสมอไม่ขาด
 
แต่ดันมาตกม้าตายตอน 2 อาทิตย์(พอดี)ก่อนวันวิ่ง
 
ด้วยการเข้าไปนอนรพ.มา 5 วัน อีก 4 คืน
 
และด้วยความที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนเตียงเกือบตลอด
 
บวกกับหมอให้กินแค่อาหารอ่อน 
 
ขาเลยรู้สึกเปลี้ยไปหมด
 
ทำให้อาทิตย์ถัดมาก็ไม่ได้วิ่งทั้งอาทิตย์อีก -*-
 
 
 
ย้อนกลับไปเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หลังออกจากโรงพยาบาล
 
ด้วยความที่ว่าเป็นอาทิตย์หลังจากที่สอบมิดเทอมกันเสร็จเรียบร้อยละ
 
อาจารย์บางวิชาก็จะประกาศคะแนนออกมา
 
ครั้งนี้อาจารย์วิชา circuit ฉลาดมาก
 
ใช้เลขบัตรประจำตัวปชช. 3 หลักสุดท้ายในการบอกคะแนน
 
ทำให้เราไม่รู้ว่าเพื่อนคนไหนได้คะแนนเท่าไหร่ (ดีแล้วแหละ :D)
 
แต่คะแนนที่ได้ไม่ถึงครึ่ง (ถึงแม้จะสูงกว่ามีน)
 
และเป็นคนที่ได้คะแนนน้อยที่สุดในกลุ่ม
 
ทำให้รู้สึกท้อมาก มีอยู่วันนึงกลับไปที่ห้องตัวเองแล้วร้องไห้ออกมาเลย
 
แบบว่าน้ำตามันไหลออกมาเอง
 
ความรู้สึกคือ เรามาเรียนวิศวะคอม แต่แทบไม่ถนัดคอมซักอย่าง
 
เขียนโปรแกรมก็พอถูไถ มาปีนี้วิชาภาค circuit, signal  ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอีก
 
แล้วเราจะจบไปทำอะไรได้วะ?
 
แต่ก็บอกตัวเองว่าร้องออกมาให้หมด ให้น้ำตามันไหลออกมาเรื่อยๆ
 
มันก็แปลกนะ พอร้องไห้เสร็จ เหมือนเริ่มมีสมาธิ
 
จู่ๆก็เหมือนมีแรงฮึกขึ้นมาเอง แบบว่าเริ่มต้นใหม่ยังไม่สาย
 
รู้สึกดี เหมือนได้ชีวิตใหม่ยังไงอย่างนั้น
 
แล้วก็ไปดูน้องหลีดได้อย่างสบายใจ
 
(แถมวันถัดมายังนั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ quiz ได้อย่างชิวๆ :D)
 
 
 
มาถึงวันเสาร์ เพื่อนสมัยมัธยมนัดกินข้าวเที่ยงกัน
 
ก็ไปตะลอนๆกันจนถึงตอนเย็น
 
ต่อด้วยไปซื้อของกับแม่ที่พันติ๊บ
 
แล้วก็ไปนั่งรอที่โรงแรมตั้งแต่ 3 ทุ่ม!
 
(เริ่มวิ่งเที่ยงคืนนะฮะ... )
 
ไปถึงก็ไปเอาเบอร์เสื้อ
 
ตอนก่อนจะไปเอา ก็มีสองจิตสองใจ
 
ถ้าลง 6 km... ได้เหรียญที่ระลึกชัวร์ๆ แต่ก็ไม่ได้ถ้วยแน่ๆ (มีแค่รุ่น Over All โหดๆทั้งนั้น)
 
ถ้าลง 12 km... แอบลุ้นถ้วย แต่เหรียญที่ระลึกอาจจะหมด (ปีที่แล้วก็หมด -*-)
 
แต่สุดท้ายก็คิดว่า ไหนๆเป็นงานที่เราหวังไว้ทั้งที ก็ลง 12 km. ไปเลยก็แล้วกัน!
 
(เหรียญที่ระลึกหมด อย่างน้อยซักวันเราก็ต้องได้มาแหละ)
 
ตอนแรกก็เลือกว่าจะเอาเบอร์ไหนดีน้าาา...
 
สุดท้ายแม่บอกว่า เอาเบอร์ '007' จะได้เป็นเจมส์บอนด์ :D
 
เลยได้เบอร์นี้มา ^ ^
 
แล้วก็เดินตะลอนไปตามบู๊ทผู้สนับสนุน
 
แม่แนะให้ไปนวดน้ำมันมวย
 
ตอนแรกไม่กล้า ไม่เคยใช้ 
 
สุดท้ายก็สบาย เย็นขาไปอีก 3 ชม. 555+
 
 
คุณลุงอารมณ์ดีมาก :D
 
 
 
เดินเล่น เข้าห้องน้ำ ถ่ายรูปนู่นนี่นั่น เจอคนนู้นคนนี้ จนห้าทุ่มก็ไปวิ่งวอร์มหน่อยๆ
 
พอซักห้าทุ่มครึ่งก็มีกายบริหาร
 
เต้นไปเต้นมาแอบมันส์ ได้เหงื่อมาเบาๆ :D
 
 
เรียกเหงื่อเบาๆ :D
 
 
 
ณ จุดปล่อยตัว
 
ด้วยความที่งาน TMB ได้ประสบการณ์มาแล้ว
 
ถึงแม้เราจะวิ่งช้า แต่เราจะไม่ยอมเป็นนักวิ่งแถวหลังๆเด็ดขาด
 
โดยเฉพาะครั้งนี้เราต้องการทำเวลา
 
แค่ 3 นาทีที่พลาดไปก็มีค่า
 
เลยตัดสินใจเลาะๆตัวขึ้นมาอยู่แถวหน้าๆหน่อย
 
 
 
ระหว่างยืนรอ ก็ลุ้น GPS ไปด้วยเพราะดันใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้าง (สัญญาณอ่อน)
 
ยืนรอไป ก็เห็นมีพี่ข้างๆบ่นเหมือนกันว่าหา GPS ไม่เจอ
 
...เหลืออีก 3 นาที กับสัญญาณ GPS ที่ยังอ่อนอยู่
 
เลยตัดสินใจว่าถ้า GPS ใช้ไม่ได้จริงๆก็วิ่งไปเรื่อยๆนั่นแหละ
 
เปิด GPS ไว้ เดี๋ยวมันก็ใช้ได้เอง
 
แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆซะด้วยสินะ -*-
 
 
 
พอเสียงแตรดังขึ้น คนก็ค่อยๆออกตัววิ่ง
 
ไม่สิ... เรียกว่าเดินเลยดีกว่า เพราะไม่ต่างอะไรจากการโดนเบียดและค่อยๆกระดึ๊บไปข้างหน้าเรื่อยๆ
 
กว่าจะได้ออกวิ่งจริงๆ ก็ผ่านไป 1 นาทีละ
 
แถมยังมีนักวิ่งที่ไปรอชั้นล็อบบี้มาสมทบโดยไม่ได้ตั้งใจอีก
 
(คือจุดปล่อยตัวนักวิ่งทุกคนเป็นทางลาดจากชั้นใต้ดิน)
 
กลายเป็นว่ายิ่งอืดเข้าไปใหญ่
 
 
 
ตอนแรกที่เริ่มออกวิ่งก็ชิวๆ ไปเรื่อยๆ
 
แต่พอประมาณแค่ 3 กิโลผ่านไป รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทัน!
 
ตอนนั้นคือตกใจมาก ไม่เคยวิ่งช้าเท่านี้ แล้วหายใจไม่ทันมาก่อน
 
(ไม่ได้หายใจไม่ทันเพราะเหนื่อยนะ แต่ก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน)
 
เลยตัดสินใจเดินประมาณ 1 นาที แล้วค่อยวิ่งช้าๆเป็นแบบนี้ไปตลอด 12 km.
 
มีบางช่วงที่เห็นพี่ที่วิ่งเร็วพอๆกัน ก็อาศัยวิ่งตามหลังพี่เค้าตามเกาะไปเรื่อยๆ :D
 
ครั้งนี้โชคดีมาก วิ่งทันพี่ไอ้มดแดง ช่วงที่พี่เค้าเปิดหน้ากาก ดื่มน้ำพอดี
 
เลยวิ่งผ่านพี่เค้าไป พร้อมยกนิ้วโป้งให้
 
พี่เค้าคงงงๆหน่อยๆมั้ง 555+
 
 
ถ่ายกับพี่ไอ้มดแดงก่อนแข่ง พี่เค้ามาคนแรกๆเลยนา (y)
 
 
 
ระหว่างทางวิ่ง บางช่วงก็มีชาวต่างชาติแถวนั้นคอยปรบมือให้
 
มันทำให้นึกถึงพี่ๆหลายคนที่ไปวิ่งมาราธอนที่ต่างประเทศ
 
แล้วบอกว่ามีคนมาร่วมให้กำลังใจตลอดเส้นทาง
 
ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะเป็นแค่การวิ่งมินิมาราธอน
 
และคนที่มายืนปรบมือให้มีเพียงน้อยนิด(บางจุดมีคนยืนอยู่แค่คนเดียว)
 
แต่มันก็เป็นกำลังใจอย่างดีเลยทีเดียว :D
 
 
 
แล้วงานวิ่งงานนี้มันพิเศษตรงไหน?
 
นอกจากที่ได้วิ่งเที่ยงคืนไปตามถนนในกรุงเทพ
 
ที่มีบางช่วงที่มีรถจี้หลัง (จขบ.เจอแท๊กซี่มาจ่อก้นอยู่รอบนึง)
 
และการที่มีคนมาเชียร์เราวิ่งสำหรับจขบ.
 
มันก็คงจะเป็นการวิ่งระยะยาวที่สุด
 
ทั้งๆที่เพิ่งออกจากรพ.มา 1 อาทิตย์ และไม่ได้วิ่งติดต่อกัน 2 สัปดาห์
 
มันเป็นการท้าทายตัวเองระหว่างวิ่ง ว่าจะหยุดวิ่งเมื่อไหร่ และเริ่มวิ่งอีกเมื่อไหร่
 
หลายครั้งที่ต้องฟังร่างกายตัวเองเป็นแค่ความเมื่อย หรือความเหนื่อย
 
ถ้าเป็นความเมื่อย เรายังพอวิ่งต่อไปได้
 
แต่ถ้ามันเป็นเพราะความเหนื่อยหล่ะ
 
บางทีร่างกายเราก็อยากหยุดพักถึงแม้ว่าใจมันอยากจะวิ่งต่อก็ตาม
 
 
 
วิ่งๆไปก็ลองคิดถึงชีวิตวัยเรียนจนมาถึงจุดที่เราร้องไห้เมื่อวันนั้น
 
บางครั้งก็ต้องมีวันที่เราเหนื่อยบ้าง
 
ถึงแม้ว่าไม่มีใครหรอกที่อยากเหนื่อย และไปต่อไม่ไหว
 
แต่บางทีการที่ได้หยุดพักซักช่วง
 
ก็อาจจะทำให้อะไรๆดีขึ้น
 
เหมือนกับเวลาที่เราเมื่อย
 
แค่การเดิน 1-2 นาที ก็ทำให้เราวิ่งต่อไปได้
 
 
 

พอวิ่งไปจนใกล้จะถึงเส้นชัย เห็นโรงแรมลิบๆถ้าเป็นปกติก็จะวิ่งปรื๊ดดดดด
 
เข้าเส้นแต่รอบนี้วิ่งไม่ไหว เลยค่อยๆวิ่งเข้าโรงแรมแทน
 
พอวิ่งเข้าไปถึงพรมของนักวิ่ง 12 km.
 
ก็มีพี่ผู้ชายจับแขนแล้วก็บอกว่า
 
 
 
"น้องคนนี้ได้ป้าย!"
 
 
 
เราก็คิดในใจ ได้ด้วยเหรอ? เพราะมันประมาณชั่วโมงครึ่งละนะ
 
ถ้าได้ก็คงเป็นที่ 4 ไม่ก็ที่ 5 แล้วแหละ
 
ก็ค่อยๆเดินๆไปต่อ ก็มีพี่มาคล้องป้ายให้
 
 
 
"ที่ 2"
 
 
 
 
ได้ป้ายมาละฮะ ^ ^
 
 
 
มองป้ายแล้วแบบว่า...ได้ที่ 2 เหรอเนี่ย! ดีใจสุดๆ > <
 
พี่เค้าก็บอกว่าให้รีบไปรายงานตัวที่โต๊ะรายงานตัว
 
ก็เลยเดินๆไปที่โต๊ะรายงานตัว
 
แม่ก็โทรมาหา ด้วยปกติที่ว่า
 
 
 
วิ่งเสร็จ > รับเหรียญ > กลับบ้าน - จบ!
 
 
 
แม่ก็งงๆว่าลูกหายไปไหนหว่าพยายามโทรหา แต่เสียงดังมาก
 
คำสุดท้ายที่ตะโกนบอกแม่ไปก็คือ
 
 
 
"รอหน้าเวที!"
 
 
 
ด้วยความที่หยุดวิ่งกระทันหันบวกกับความล้าด้วยแหละ
 
เท้าข้างขวาจู่ๆก็เป็นตะคริวซะงั้น
 
ไปถึงโต๊ะก็พยายามยืดๆนิ้วเท้าจนคลายไปได้หน่อย
 
แล้วพี่ที่โต๊ะเค้าก็ให้เขียนชื่อ นามสกุล ชมรม
 
เราก็บอกว่าเราไม่มีชมรม เลยเขียนแต่ชื่อกับนามสกุลอย่างเดียว
 
แต่พอลองจับปากกาเขียนเท่านั้นแหละ
 
เพิ่งรู้ว่าตัวเองมือสั่นมาก
 
ไม่ใช่สั่นเพราะตื่นเต้นหรอกนะ
 
แต่มันสั่นเพราะเหนื่อยสั่นจนเหมือนปากกากำลังเล่นตลกอยู่บนมืองั้นแหละ
 
มือจับปากกาไม่ได้! 
 
เลยให้พี่ที่โต๊ะเขียนชื่อให้แทน 555+
 
 
 
แล้วพี่ก็พาไปนั่งรอ จนลำดับที่ 3 และ 4 เข้ามา
 
(ประมาณ 1.31 ชม. กับ 1.33 ชม.)
 
ตอนแรกเค้าก็คงจะรอลำดับที่ 5 แหละ
 
แต่รุ่นอื่นเค้าประกาศรางวัลกันหมดละ เหลือรุ่นเรารุ่นสุดท้าย
 
เลยตัดสินใจให้รางวัลแค่ 4 อันดับนั่นแหละ
 
(ในใบลำดับที่ 5 เขียนอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆไม่ใช่ชื่อคน)
 
ยืนคุยกับน้องที่ได้ที่ 1น้องอายุแค่ 16 ปี
 
วิ่งมาได้ปีกว่าๆแต่วิ่ง 12 km. ได้ภายใน 1 ชม.นี่น่านับถือจริงๆ :D 
 
 
ลำดับ 1 - 4 จากขวาไปซ้าย ยืนสลับสีกันโดยบังเอิญ :D
 
 
 
ตอนแรกพอรับถ้วยเสร็จ ลงจากเวที เอาถ้วยใส่กล่อง 
 
ยืนรออยู่พักนึงน้องที่ได้ที่ 3 ก็เดินมาบอก
 
"พี่เช็คถ้วยด้วยนะว่าถูกหรือเปล่า?"
 
เราก็เปิดถ้วยออกมา...
 
อ้าว! รุ่นอายุ 19 ปีและต่ำกว่าแต่ดันเป็นเพศชาย
 
สุดท้ายเลยเอาไปเปลี่ยน
 
นี่ถ้าน้องไม่มาบอก ก็คงได้ถ้วยเพศชายกลับบ้านละ 555+
 
(ขอบคุณน้องคนนั้นมา ณ ที่นี้ด้วยละกัน)
 
กว่าจะกลับบ้านก็ตีสองกว่า คนก็กลับกันหมดละ
 
ถึงบ้านปุ๊บ ก็แทบสลบเลยตื่นมาอีกที 10 โมงเลย 555+ :D
 
กลายเป็นว่า จากงานวิ่งที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว กลายเป็นงานวิ่งที่พิเศษสุดๆ ^ ^
 
 
 
แถมท้าย:
 
> ส่วนตัวก็ว่างานนี้โอเคนะ แต่อาจจะต้องคุมนักวิ่งให้ดีกว่านี้ ให้ปล่อยตัวออกจากจุดเดียว
 
> การกั้นรถยังมีพลาดบางช่วง ทำให้บางคนโดนรถจี้ (อย่างจขบ.เป็นต้น)
 
แต่ยังดีที่มีแตงโมงกับน้องๆมาเต้นเชียร์ลีดเดอร์ให้กำลังใจ เพลงก็มันส์สุดๆ > < (เพิ่งเคยเห็น 555+)
 
> รอบนี้ได้กินน้ำหวานด้วย :D (ปกติกินแต่น้ำเปล่า แต่กินแล้วแอบหิวน้ำหน่อยๆ - -)
 
> เสียดายที่งานนี้วิ่งช้าอีกแล้ว เหรียญหมด รับได้หลัง 15 พย.นู่นเลย แถมต้องไปรับเองอีกต่างหาก -*-
 
> ป้ายบอกระยะทาง 2 กม. กับ 1 กม.สุดท้ายบอกผิด ห่างจากระยะจริงสุดๆ
 
(อุตส่าห์ดีใจว่าเหลืออีกไม่เท่าไหร่ กลายเป็นว่าเมื่อไหร่จะถึงซะทีแว๊~)
 
แถมระหว่างทางก็ยังไม่เห็นป้ายบอกระยะด้วย (หรือมีแต่ไม่เห็นก็ขออภัย)
 
 
 
ปล. ตอนแรกกะว่าจะไปหาหมอหมีแห่งรพ.สมิติเวช กับ หมอเป้งแห่งเพจ E2ZFit ใน Facebook
 
แต่ดันไม่เจอทั้งคู่เลย T^T (ไว้รออาทิตย์หน้า งานวิ่งหมอหมีละกัน :D)

Comment

Comment:

Tweet